ค่าเงินบาทวันนี้ 2 ก.ค. 69 อ่อนค่า หลังดอลลาร์ได้แรงหนุน
ภาพรวมค่าเงินบาทและกรอบวันนี้
ค่าเงินบาทวันนี้ 2 ก.ค. 69 เปิดตลาด “อ่อนค่า” ที่ระดับ 33.33 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้า แต่ภาพรวมยังมีแนวโน้มอ่อนค่าตามทิศทางเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น
Krungthai GLOBAL MARKETS ระบุว่า กรอบเงินบาทวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 33.15-33.55 บาทต่อดอลลาร์
- เงินบาทเปิดที่ 33.33 บาทต่อดอลลาร์ ภาพรวมยังโน้มเอียงอ่อนค่า
- ดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากโอกาสที่ FED อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
- ความผันผวนระยะสั้นต้องจับตารายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ และแรงขายหุ้นกลุ่ม AI / Semiconductor
ปัจจัยหนุนดอลลาร์: ความคาดหวังเฟดและข้อมูลสหรัฐฯ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.33 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 33.38 บาทต่อดอลลาร์ โดยช่วงคืนที่ผ่านมาเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนในลักษณะ Sideways Down ในกรอบ 33.26-33.43 บาทต่อดอลลาร์
เงินบาทอ่อนค่าลงบ้างตามการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ได้แรงหนุนจากการปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED หลังรายงานผลสำรวจ Challenger Job Cuts ออกมาดีกว่าคาด และการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดก่อนรับรู้ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh
ประธาน FED ระบุว่าความเสี่ยงสูงต่อเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ได้ทยอยลดลง ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ขณะเดียวกัน ดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลง หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD)
อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทและการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำถูกจำกัด หลังดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนจากการที่ตลาดปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้เป็น 43% ก่อนรับรู้รายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดี รวมถึงแรงขายหุ้นเทคฯ กลุ่ม AI / Semiconductor ที่ช่วยหนุนดอลลาร์และกดดันราคาทองคำ

แนวโน้มค่าเงินบาท: Two-way risk และโซนแนวต้าน
Krungthai GLOBAL MARKETS คงมุมมองว่าเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับพัฒนาการสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงิน
แรงขายหุ้นธีม AI / Semiconductor ในฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อเนื่องกดดันหุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งเอเชีย และสร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินฝั่งเอเชีย สำหรับเงินบาทต้องรอลุ้นว่าแรงขายหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติจะรุนแรงมากน้อยเพียงใด
หากแรงขาย AI / Semiconductor ยังคงรุนแรง อาจสร้างแรงกดดันต่อเงินบาทเพิ่มเติม ผ่านการปรับตัวลงของราคาทองคำ ที่อาจเผชิญแรงขายเช่นกัน โดยตลาดอาจชะลอการปรับสถานะจนกว่าจะเห็นรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ
ประเมินว่าเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และอาจอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้อีกครั้งหากราคาทองคำปรับตัวลงหนัก โซนแนวต้านถัดไปอยู่ที่ 33.75 บาทต่อดอลลาร์
ในกรณีเกิดภาวะปิดรับความเสี่ยงรุนแรง ตลาดการเงินอาจผันผวนจากการปรับสถานะถือครองเงินเยนญี่ปุ่น หรือ Unwind JPY Carry Trade ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าอย่างรวดเร็วและอาจชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทในระยะสั้นได้ โดยการแข็งค่าต่อเนื่องต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงธีมการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จากที่ตลาดคาดการณ์
ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงทยอยรับรู้รายงานตลาดแรงงานสหรัฐฯ ราว 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย
ตลาดยังมองว่าเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ จนกว่าผู้เล่นจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งต้องอาศัยรายงานเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางมีพัฒนาการดีขึ้น แต่หากสถานการณ์ร้อนแรงขึ้นและพลังงานปรับขึ้น จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง
ด้านเทคนิคัลยังคงมุมมอง “อ่อนค่าลง” หรือแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจนตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่าจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ อย่างชัดเจนใน Time Frame รายสัปดาห์
มุมมองการลงทุนทั่วโลกและปัจจัยขับเคลื่อนระยะถัดไป
แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้แรงหนุนจาก Meta หลังข่าวเตรียมเดินหน้าธุรกิจ Cloud เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการ AI ได้มากขึ้น และถ้อยแถลงของประธาน FED ที่ทำให้ตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยบ้าง แต่ตลาดถูกกดดันจากแรงขายหุ้นธีม AI / Semiconductor อีกครั้ง โดย Micron ปรับลง -10.6% ทำให้ S&P500 ปิด -0.22% และ Nasdaq ปรับลง -0.66%
ตลาดหุ้นยุโรป STOXX600 ปรับลง -0.38% กดดันโดยหุ้นธีม AI / Semiconductor อย่าง ASML -4.6% พร้อมความกังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการและระดับราคาที่แพง รวมถึงการปรับตัวลดลงของราคาพลังงานที่กดดันหุ้นพลังงาน เช่น BP -2.4% อย่างไรก็ตาม ตลาดยังได้แรงหนุนจากการปรับลดความคาดหวังแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ ECB และ BOE หลัง CPI ยูโรโซนต่ำกว่าคาด และถ้อยแถลงเจ้าหน้าที่ในงานสัมมนาที่เมือง Sintra
บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 4.45%-4.50% ก่อนเคลื่อนไหวแถว 4.48% สอดคล้องกับความเห็นว่า Two-way risk ของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีอยู่ โดยขึ้นกับตะวันออกกลางและรายงานเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ทางด้านค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหว Sideways และแม้จะมีแรงกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ผสมผสาน แต่แรงขายหุ้นธีม AI / Semiconductor และจังหวะอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นช่วยหนุนการรีบาวด์ของดอลลาร์ โดย DXY อยู่ราว 101.4 จุด (แกว่ง 101.2-101.6)
ราคาทองคำแกว่งตัว เนื่องจากการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยหนุน แต่แรงขายหุ้นธีม AI / Semiconductor กดดัน ทำให้ราคาทองคำยังเคลื่อนไหวแถว 4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ภายใน 24 ชั่วโมงถัดไป ไฮไลท์อยู่ที่รายงานตลาดแรงงานสหรัฐฯ ได้แก่ Nonfarm Payrolls อัตราการว่างงาน และ Average Hourly Earnings รวมถึงรอจับตา Durable Goods Orders ซึ่งอาจส่งผลต่อมุมมองแนวโน้มดอกเบี้ย FED นอกจากนี้ยังรอถ้อยแถลงเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงิน และติดตามพัฒนาการตะวันออกกลาง รวมถึงการเคลื่อนไหวของหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะธีม AI / Semiconductor ที่อาจเพิ่มความผันผวน